งานพิมพ์มีรอยแยกและไม่ยอมเชื่อมติดกัน

ปรับปรุงล่าสุด 1 month ago โดย nattawat lohanumcharoen


3D Printer ระบบ FDM มีหลักการทำงานคือการฉีดพลาสติกทับต่อกันไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นรูป 3 มิติขึ้นมา ซึ่งตอนฉีดนั้น พลาสติกจำเป็นต้องมีเนื้อเพื่อมาเชื่อมต่อกับชั้นที่พิมพ์ไปแล้ว ซึ่งถ้าเนื้อพลาสติกไม่เชื่อมติดกันดีพอ งานก็จะเกิดการแยกเป็นชั้นเกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุอาจมาจาก

  1. ค่าความละเอียดต่อชั้นสูงหรือหยาบเกินไป สำหรับค่านี้ผู้ใช้คงรู้จักดี เพราะเป็นค่าที่กำหนดความละเอียดของงานพิมพ์ ตัวเลขน้อย งานยิ่งละเอียดแต่เสียเวลาพิมพ์มากขึ้น 3D printer ส่วนใหญ่ จะมีรูหัวฉีดประมาณ 0.3 – 0.5 มิล ยิ่งหัวเล็ก สามารถกำหนดค่าความละเอียดได้เยอะ หลายๆคนจะถามว่า 3D Printer เครื่องนี้พิมพ์งานได้ละเอียดสุดเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีคนถามว่าพิมพ์งานหยาบสุดได้เท่าไหร่ จริงๆแล้วมีสูตรการคำนวนว่า หัวพิมพ์ขนาดนี้จะพิมพ์งานหยาบสุดได้เท่าไหร่ ซึ่งสูตรที่นิยมใช้กันคือ 80% ของค่ารูหัวฉีด หมายความว่า ถ้ารูหัวฉีดมีขนาด 0.4 มิล ดังนั้นค่าความละเอียดต่อชั้นที่มากสุดและเหมาะสมคือ 0.32 มิล ดังนั้นถ้าผู้ใช้เจอปัญหาว่าเลเยอร์แยกกันอยู่ ไม่ยอมเชื่อมติดกัน ก็ลองลดค่าตัวนี้ดู
  2. อุณหภูมิในการพิมพ์ต่ำเกินไป อันนี้คิดง่ายว่า ถ้าหัวพิมพ์ยิ่งร้อน พลาสติกยิ่งละลายดี ทำให้เชื่อมติดกันง่ายขึ้น แต่ถ้าต่ำไป เลเยอร์ระหว่างชั้นจะติดกันอย่างหลวมๆ ซึ่งเมื่อพิมพ์เสร็จ อาจจะหักออกจากกันได้ง่าย ถ้าเจอปัญหาแบบนี้ ก็ลองเพิ่มอุณหภูมิขึ้นอีกประมาณ 10 องศาแล้วลองพิมพ์งานดู
  3. เส้นพลาสติกที่ใช้มีปัญหาอาจมีความชื้นในเส้น ทำให้เส้นพลาสติกพิมพ์ไม่ติดกัน วิธีแก้คือ เอาเส้นไปอบเพื่อไล่ความชื้น แต่ทางที่ดีที่สุด คือการเก็บรักษาเส้น ถ้าไม่ใช้งานนานๆ ให้เก็บเส้นในกล่องพลาสติก แล้วปิดฝาให้แน่น รวมถึงใส่ ซิลิกาเจล หรือสารดูดความชื้น ในกล่อง
  4. พลาสติก ABS ส่วนใหญ่จะมีปัญหามากกว่า PLA เพราะ ABS นั้นจะหดตัวง่ายกว่า PLA ยิ่งถ้าตอนพิมพ์งานแล้ว มีลมพัดมาโดนจะยิ่งทำให้เลเยอร์แยก ออกจากกัน ดังนั้นถ้าพิมพ์พลาสติก ABS บ่อยๆ ก็ให้ทำตัวครอบเครื่อง เพื่อกันลมไม่ให้มาโดน ตอนพิมพ์งาน หรือไม่ก้อพยายาม ทำให้งานพิมพ์นั้นร้อนทั่วๆกัน ผมเคยเห็นผู้ใช้บางคนเอาหลอดไฟแบบไส้ ส่องไปที่ตัวงานระหว่างพิมพ์ วิธีนี้ก็ช่วยให้เลเยอร์ไม่แยกออกจากกัน


บทความของเราเป็นอย่างไร ?