1. Home
  2. Knowledge Base
  3. เครื่อง BambuLab X1 Series
  4. เจาะลึกส่วนประกอบเครื่องรุ่น X1 Series

เจาะลึกส่วนประกอบเครื่องรุ่น X1 Series

ก่อนที่จะใช้เริ่มใช้เครื่อง ลองมาทำความรู้จักเกี่ยวกับเครื่อง รวมไปถึงส่วนประกอบของเครื่อง ว่ามีอะไรบ้าง เวลาใช้งานแล้วมีปัญหา จะได้สอบถามและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของร้านได้ตรงจุด

ในส่วนของเครื่อง Bambulab X1 Series จะมีเครื่องรุ่นย่อย ดังต่อไปนี้

  • Bambulab X1
  • Bambulab X1 Carbon
  • Bambulab X1 Carbon Combo

เครื่อง Bambu Lab X1 ทำงานอย่างไร?

เครื่อง X1 Series เป็นเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ FDM ที่ใช้พลาสติกเป็นหมึกในการฉีดขึ้นเป็นรูปโมเดล 3 มิติ ซึ่งตัวเครื่องจะทำงานร่วมกันกับโปรแกรม Slicer ที่ชื่อว่า Bambu Studio

สำหรับโมเดลที่ใช้พิมพ์นั้นจะมีนามสกุล STL / OBJ หรือ 3MF ซึ่งไฟล์พวกนี้ สามารถหามาได้จากหลายทาง ตั้งแต่เขียนขึ้นมาเอง โดยใช้โปรแกรมออกแบบ จำพวก Tinkercad / Blender / Fusion 360 / Solidwork / Autocad 3D / Onshpae รวมถึงโปรแกรมออกแบบ 3 มิติจำพวกอื่นๆ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ สามารถที่จะบันทึกไฟล์ออกมาเป็นนามสกุล STL / OBJ / 3MF ได้

นอกจากเขียนเองแล้ว ยังสามารถที่จะหาไฟล์ได้จากแหล่ง Download ใน Internet ซึ่งตอนนี้ ก็มีให้เลือกหลาย Web สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ “7 เว็บแจกไฟล์ 3D ยอดนิยม”

ไฟล์ที่ Download หรือเขียนขึ้นมาเอง จะต้องผ่านโปรแกรม Slicer ที่มากับเครื่องก่อน ซึ่งตัวโปรแกรม Slicer จะมีหน้าที่แปลงไฟล์ที่เป็นรูป 3 มิติ ให้กลายเป็น Code สำหรับให้เครื่องปริ้นอ่าน

โปรแกรม Slicer เป็นแค่เครื่องมือสำหรับแปลงไฟล์เท่านั้น การจัดวาง ท่าทางในการพิมพ์ รวมไปถึงการเลือกความละเอียด และชนิดเส้นที่ใช้พิมพ์ อันนี้ผู้ใช้จะต้องเป็นคนกำหนดในโปรแกรม Slicer

ส่วนประกอบสำคัญของเครื่อง X1 Series

เครื่องที่ใช้พลาสติกในการขึ้นรูป หรือที่เรียกว่า FDM 3D printer นั้น ส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบที่เหมือนกัน แต่จะแตกค่างกันในส่วนของ ระบบการเคลื่อนที่ / ชนิดของหัวฉีดและฐานพิมพ์

เคลื่อนที่หัวฉีดด้วยระบบ Core XY

สำหรับการเคลื่อนที่ของเครื่อง Bambu Lab ทุกรุ่น จะใช้การเคลื่อนที่แบบ Core XY ซึ่งเป็นจุดเด่นของเครื่องยี่ห้อนี้ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เครื่องสามารถพิมพ์งานได้เร็ว ซึ่งระบบ Core XY จะเป็นการเคลื่อนที่ โดยการใช้มอเตอร์ 2 ตัว ที่เชื่อมต่อกันด้วยการวางสายพานแบบไขว้กัน ซี่งการเคลื่อนที่ในแต่ละครั้ง ตัวมอเตอร์ทั้ง 2 ตัวจะต้องหมุนไปด้วยกัน

A และ B คือมอเตอร์ที่ขับเคลื่อนหัวพิมพ์ด้วยระบบ Core XY

ตำแหน่งของมอเตอร์ของระบบ Core XY ของเครื่อง Bambu จะอยู่ด้านหลังเครื่อง ซึ่งสามารถปรับตั้งความตึงและหย่อนของสายพานได้

แกนขึ้นลง Z-Axis

สำหรับการเคลื่อนที่ของฐานพิมพ์นั้น ตัวเครื่อง จะใช้ Lead Screw จำนวน 3 ตัว ด้านหน้า 2 ตัวและด้านหลัง 1 ตัว ในการยกฐานพิมพ์ ขึ้นและลง ซึ่งแกน Lead Screw จะถูกผูกเชื่อมกันดัวยสานพาย 1 เส้น และใช้มอเตอร์แค่ตัวเดียว ในการขยับฐาน

เครื่อง Bambu Lab มาพร้อมกับฐานที่ปรับตั้งระดับมาแล้วมาจากโรงงาน ไม่จำเป็นต้องมาปรับฐานอีก สามารถแกะกล่องแล้วใช้งานได้เลย

ชุดหัวพิมพ์

หัวพิมพ์ของเครื่อง Bambu Lab จะเป็นระบบ Direct Drive ซึ่งตัวหัวฉีด Hotend กับตัวดันเส้น Extruder นั้นอยู่ติดกัน ชุดหัวพิมพ์จะมีฝาครอบปิดอยู่ สามารถเปิดได้ ไม่ต้องใช้เครื่องมือ เพราะฝาครอบถูกยึดติดด้วยแม่เหล็ก ด้านหน้ามีพัดลมสำหรับเป่าชิ้นงานที่กำลังพิมพ์ ส่วนด้านข้างจะมี Lidar Sensor

เปิดฝาครอบออก ก็จะเห็นตัว Extruder และ หัวฉีด Hotend อยู่ด้านใน

ตัวชุดหัวพิมพ์จะถูกผูกติดกับแกน คาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีความคงทน มากกว่าแกนเหล็ก และมีน้ำหนักเบา

ชุดดันเส้น Extruder และหัวฉีด Hotend

สำหรับ Extruder หรือตัวดันเส้น จะอยู่ด้านบนหัวฉีด มีหน้าที่ดันเส้นพลาสติกลงไปที่หัวฉีด ซึ่งชุดดันเส้นของเครื่อง X1 จะใช้เฟืองเกียร์คู่ ที่มีการเซาะร่องให้มีฟัน เพื่อขบเส้นพลาสติก ตัวเฟืองเกีนร์จะมีการทดรอบ เพื่อเพิ่มแรงอัด ในการดันเส้นไปที่หัวฉีด และยังช่วยให้การดึงและดันเส้นมีความละเอียด และแม่นยำ

ในส่วนของหัวฉีดหรือ Hotend ที่มากับหัวฉีด แบบ Unibody ที่รวมหัวฉีด กับซิงค์ระบายความร้อนเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว หัวฉีดเป็นแบบ All Metal ที่ใช้โลหะทั้งหมด ตัวหัวฉีดทำความร้อนได้สูงถึง 300 องศา ทำให้สามารถพิมพ์พลาสติกได้หลากหลายชนิด

หัวฉีดของเครื่อง Bambu Lab จะมีขนาดรูหัวฉีดให้เลือกตั้งแต่ 0.2 ไปถึง 0.8 แต่หัวฉีดที่ไปกับเครื่องจะมีขนาดรู 0.4 มิล เป็นมาตรฐาน นอกจากขนาดรูแล้ว ยังมีหัวฉีดแบบชุบแข็งให้เลือกอีกด้วย ซึ่งเครื่อง Bambu Lab X1 ที่เป็นรุ่น Carbon ตัวหัวฉีดที่ติดไปกับเครื่องจะเป็นหัวฉีดชุบแข็ง ขนาดรู 0.4 มิล สามารถพิมพ์เส้นผสมคาร์บอนไฟเบอร์ และ ใยแก้วได้

ฐานทำความร้อน Heated Bed

ตัวเครื่องมาพร้อมกับ ฐานทำความร้อน ที่สามารถทำความร้อนได้สูงสุด 110 องศา ฐานทำความร้อน มีประโยชน์อย่างมาก เวลาที่พิมพ์พลาสติกวิศวกรรม จำพวก PETG / ABS / ASA และ PC เพราะจะช่วยให้งานไม่หลุดจากฐาน เพราะพลาสติกเหล่านี้ มีการหดตัวที่สูงมาก ซึ่งด้านบนฐานทำความร้อน เป็นแม่เหล็กยาง สำหรับวางแผ่นรองปริ้น

พลาสติกแต่ละชนิด จะใช้ความร้อนที่ฐานไม่เท่ากัน บางชนิดอาจไม่ต้องใช้เลยก็ได้

แผ่นรองปริ้น Build Plate

ตัวเครื่อง Bambu Lab X1 Series จะมีแผ่นรองปริ้น ที่ใช้ได้ 2 หน้า ซึ่งตัวแผ่นรองปริ้น จะวางบนฐานทำความร้อนอีกที ตัวแผ่นทำจากเหล็กสปริง แล้วติดด้วยสติกเกอร์แบบพิเศษที่ช่วยให้พลาสติกติดที่ฐาน เวลาปริ้นงานเสร็จ ก็แค่ยกแผ่นรองปริ้นออก แล้วบิดแผ่นไปมา เพื่อให้ชิ้นงานหลุดออกจากแผ่น

เวลาใช้งานแผ่นแต่ละด้าน จำเป็นต้องเลือกขนิดแผ่นให้ตรงกับโปรแกรม Bambu Studio ด้วย ไม่อย่างนั้นตัวเครื่องจะฟ้องว่าแผ่นที่ใส่ กับไฟล์ที่ส่งมาปริ้น ไม่ตรงกัน เครื่องจะไม่ยอมทำงาน

ด้าน Cool Plate จะใช้กับเส้นพลาสติก PLA ซึ่งด้านนี้ จำเป็นต้องทากาว ที่แถมไปกับเครื่อง ก่อนที่จะปริ้นงาน เวลาใช้ด้าน Cool Plate ความร้อนที่ฐานจะไม่ทำงาน ถ้าไม่ทากาว งานจะติดแน่นเกินไป จนบางที่ ไม่สามารถเอางานออกได้ กาวที่ใช้ สามารถที่จะใช้กาว UHU หรือ กาว Magigoo ที่ทำมาสำหรับ 3D printer โดยเฉพาะก็ได้

ด้าน Cool Plate ใช้พิมพ์เส้น PLA ต้องทากาวก่อนพิมพ์

แผ่นรองปริ้นสามารถลอกสติกเกอร์ออกได้ ในกรณีที่แผ่นขาด หรือกาวลอก ซึ่งตัวเครื่องจะมี
เฉพาะสติกเกอร์แบบ Cool Plate แถมเพิ่มไปให้

ด้าน Engineering Plate จะเอาไว้สำหรับพิมพ์พลาสติก จำวพก ABS / PC / TPU และ ไนลอน PA หรือจะใช้กับเส้น PLA ก็ได้ แต่ต้องเปิดความร้อนที่ฐานด้วย

ด้าน Engineering Plate สำหรับพิมพ์พลาสติก วิศวกรรม

ระบบเป่าลม Cooling System

จุดที่เด่นมากๆของเครื่อง Bambu Lab ก็คือการปริ้นงานที่รวดเร็วกว่าเครื่องยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งการพิมพ์เร็ว จะมีปัญหาได้ ถ้าไม่มีพัดลมคอยเป่าให้ชิ้นงานที่พิมพ์เย็นก่อน ที่จะพิมพ์ชั้นใหม่ลงไป ซึ่งเครื่อง X1 Series จะมีพัดลมสำหรับเป่างานอยู่ 2 ตัวด้วยกัน

ตัวแรกอยู่ที่ชุดหัวพิมพ์ ตรงฝาครอบ ซึ่งพัดลมตัวนี้จะเป็นตัวที่อยู่ใกล้ชิ้นงานที่พิมพ์ ซึ่งการเปิด ปิดของพัดลมตัวนี้ จะเป็นแบบอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับพลาสติกที่ใช้ รวมไปถึงรูปแบบของงาน ก็เป็นตัวกำหนดความแรงของลมที่เป่าออกมา

พัดลมเป่างานที่อยู่ตรงฝาครอบหัวฉีด ตัว Air Duct เป็นตัวรีดลมให้เป่าไปที่งาน

ตัวทีสองอยู่ ด้านข้างของเครื่อง พัดลมตัวนี้เรียกว่า Aux Fan ซึ่งจะเป็นพัดลม Blower ตัวใหม่ ที่สามารถเปิด ปิดได้ด้วยผู้ใช้ หรือจะให้โปรแกรม เป็นตัวกำหนดก็ได้ ซึ่ง พัดลม Aux Fan ส่วนใหญ่จะใช้คู่กับเส้นพลาสติก PLA เพราะเป็นเส้นที่ร้อนเร็ว แต่เย็นช้า ซึ่งถ้าไม่มีพัดลมตัวนี้ งานที่พิมพ์ออกมาอาจจะย้วย เสียรูปได้

พัดลม Aux Fan มีชนาดใหญ่ และมีเสียงดัง เวลาทำงาน

พัดลม Aux Fan สามารถใช้ได้กับพลาสติกทุกชนิด ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ตัดสินใจเอง ถ้างานชิ้นเล็กและพิมพ์ชิ้นเดียว อาจจำเป็นต้องใช้ แต่ถ้างานใหญ่ พิมพ์เต็มพื้นที่ อาจจะไม่จำเป็น

อุปกรณ์ด้านหลังเครื่อง

สำหรับด้านหลังเครื่องของรุ่น X1 Series นั้นจะมีส่วนประกอบดังนี้

  • ตัวตั้งสายพาน (Belt Tensioners)
  • พัดลมระบายความร้อนในห้องพิมพ์ (Chamger Temperature Control Fan)
  • ช่องทิ้งเศษพลาสติกจากหัวฉีด (Excess Chute)
  • ตัวป้อนเส้นเข้า AMS สำหรับรุ่น X1 Carbon Combo (Filament Buffer)
ด้านหลังเครื่อง X1 Series

ตัวตั้งสายพาน เอาไว้สำหรับตั้งความตึงและหย่อนของสานพาน จะตั้งก็ต่อเมื่อ มีเส้นริ้วรอยเป็นชั้นปรากฎบนงานที่พิมพ์ออกมา สำหรับพัดลมระบายความร้อนในห้องพิมพ์ จะทำงานแบบอัตโนมัติ สำหรับดึงความร้อนออกจากเครื่อง เพื่อรักษาความร้อนในห้องพิมพ์

สำหรับช่องทิ้งเศษจะเป็นช่องที่ปล่อยเศษพลาสติกที่ฉีดออกมาจากหัวฉีด ตัวเครื่อง Bambu Lab จะมีการฉีดเส้นพลาสติกทิ้งก่อนจะเริ่มพิมพ์ หรือถ้าเป็นการพิมพ์หลายสี หัวฉีดก็จะมาฉีดทิ้งเพื่อเคลีย์สีเส้นที่ค้างในหัว ให้เป็นเส้นสีใหม่ ก่อนจะเรี่มพิมพ์ต่อ

อุปกรณ์ตัวสุดท้ายที่อยู่กลางเครื่อง เรียกว่า Filament Buffer อุปกรณ์ชิ้นนี้ จะมีเฉพาเครื่องรุ่น Combo ที่มีตัว AMS ไปกับเครื่อง หน้าที่ของอุปกรณ์ตัวนี้ จะคอยดึงเส้นพลาสติกที่อยู่ในกล่อง AMS มารอไว้ ก่อนที่ชุดดันเส้น Extruder ในหัวฉีดจะทำการดึงเส้นไปใช้ ช่วยให้มอเตอร์ดันเส้นทำงานไม่หนักเกินไป

ระบบอิเล็กทรอนิคส์ และเซนเซอร์ต่างๆ

เครื่อง Bambu Lab X1 Series จะเป็นเครื่องรุ่น​ Top ซึ่งจะมีการใช้บอร์ดควบคุมและเซนเซอร์มาช่วยให้การใช้เครื่อง ไม่ยุ่งยาก ใม่จุกจิก

Logic Board

บอร์ดที่ใช้กับเครื่อง Bambu Lab รุ่น X1 Series จะเป็นบอร์ดที่ใช้ CPU ความเร็วสูง และมี MCU แบบ Dual Core เพื่อช่วยประมวลผลข้อมูลที่มาจากเซนเซอร์ภายในเครื่อง ตัว CPU มีระบบ AI ที่ช่วยในการ Detect และตรวจจับงานที่พิมพ์อยู่ ว่าหลุดจากฐาน หรือว่า งานพิมพ์เสียไม่เป็นรูปร่าง

ถ้าตรงจเจอ ตัวเครื่องจะมีการแจ้งเตือนไปให้ผู้ใช้งาน ผ่าน App Bambu Handy รวมไปถึงสั่งหยุดการพิมพ์ได้เอง

Micro Lidar

หนึ่งในนวัตกรรม ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเครื่อง Bambu Lab ก็คือ Lidar เซนเซอร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับวัดระยะ และความลึก ซึ่งเซนเซอร์ตัวนี้ ทาง Bambu นำมาประยุกต์ใช้ เพื่อหาค่าที่เหมาะสมในการฉีดเส้นพลาสติก ตัวเซนเซอร์จะอยู่ด้านข้างของชุดหัวฉีด

การทำงานของ Lidar Sensor

ตัวเครื่องรุ่น X1 ก่อนพิมพ์งานจะทำการฉีดเส้นเทส ขึ้นมา 4 เส้น แต่ละเส้นฉีดด้วยแรงดันที่ต่างกัน ซึ่งพอฉีดเส้นเทสเสร็จ ตัว Lidar ที่อยู่ติดกับหัวฉีด ก็จะเข้ามา เพื่อทำการสแกนเส้น เพื่อหาเส้นที่ฉีดออกมา สม่ำเสมอที่สุด แล้วจำค่าที่ฉีดเส้นนั้น เอามาใช้สำหรับพิมพ์งาน

การใช้งาน Lidar Sensor จะทำก่อนพิมพ์เสมอ ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนานในการเทส ผู้ใช้สามารถที่จะยกเลิกการใช้ Lidar ได้ ถ้าใช้เส้นพลาสติก ชนิดเดิมในการพิมพ์งาน

กล้องสำหรับ Monitor

ด้านในเครื่อง X1 Series จะมีกล้องติดตั้งอยู่ ซึ่งกล้องตัวนี้ มีหลายหน้าที่ ดังนี้

  • ตรวจสอบงานปริ้นว่าเสีย หรือไม่เสีย ที่เรียกว่า Spaghetti Detection
  • ดูการทำงานจากระยะไกลแบบ Real Time ผ่านโปรแกรม Bambu Studio หรือ App Bambu Handy
  • อัดวิดีโอ Timelapse

ตัวกล้องจะทำงานอยู่ตลอดแล้วคอยส่งข้อมูลไปที่ Logic Board ที่มีระบบ AI ซึ่งจะคอยดูว่า งานที่กำลังปริ้นอยู่หลุดจากฐาน หรือมีเส้นฝอยออกมา ไม่ติดกับงาน ที่เรียกว่า เส้น สปาเก็ตตี้ ซึ่งถ้ากล้องตรวจจับเจอ ก็จะส่งข้อความไปให้ผู้ใช้ผ่าน App Bambu Handy เพื่อจะสั่งหยุดแบบ Remote ทางไกลได้เลย

การอัดวิดีโอ Timelapse จำเป็นต้องใส่ Micro SD card ไปที่เครื่องด้วย ถ้าไม่มี จะไม่สามารถอัดวิดีโอได้

Updated on 20/07/2023
Was this article helpful?

Related Articles