1. Home
  2. Knowledge Base
  3. เครื่อง xTool รุ่น M1
  4. โปรแกรม xTool Creative Space กับเครื่อง xTool รุ่น M1
  1. Home
  2. Knowledge Base
  3. โปรแกรม xTool Creative Space
  4. โปรแกรม xTool Creative Space กับเครื่อง xTool รุ่น M1

โปรแกรม xTool Creative Space กับเครื่อง xTool รุ่น M1

สารบัญ

การใช้งานโปรแกรม xTool Creative Space กับเครื่องรุ่น M1 นั้น จะแตกต่างกับเครื่องรุ่นอื่นๆ เพราะเครื่องรุ่นนี้ จะมีกล้อง ที่สามารถจับภาพ ของพื้นที่การทำงาน แล้วเอามา Map กับงานที่จะยิงเลเซอร์ได้ ช่วยให้การทำงาน ทำได้ไวขึ้น และแม่นย่ำมากขึ้น ไม่ต้องมาเล็ง หรือกะระยะ ว่า งานที่จะยิง ตรงตำแหน่งไหม

สเปคคอมพิวเตอร์ขั้นต่ำที่แนะนำ

รายการสเปคขั้นต่ำสเปคที่แนะนำ
โปรเซสเซอร์Intel Core i5-6200UIntel Core i5-11600
ระบบปฏิบัติการWin 10 (64 bit) macOS 10.14 หรือใหม่กว่าWin 10 (64 bit) macOS 10.14 หรือใหม่กว่า
แรม8 GB16 GB
ความละเอียดจอ1280 × 720 (pixels)1920 × 1080 (pixels) หรือสูงกว่า
ฮาร์ดไดรฟ์8 GB12 GB

กรณีรูปภาพที่มีขนาดมากกว่า 50,000,000 พิกเซลหรือรูปภาพ SVG ที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 MB โปรแกรม XCS อาจมีอาการกระตุกหรือค้าง ถ้าสเปคอยู่ในค่าที่แนะนำ XCS จะสามารถทำงานได้ราบรื่น เมื่อคุณนำเข้าและแก้ไขภาพที่ไฟล์มีขนาดใหญ่ ซอฟต์แวร์จะใช้เวลาประมวลผลไม่นาน

ดาวน์โหลดและติดตั้ง XCS

1. ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ xTool Creative Space ( ***https://www.xtool.com/pages/software*** ) ให้ตรงกับระบบปฏิบัติการที่คุณใช้งานอยู่

2. ดับเบิลคลิก ซอฟต์แวร์ที่คุณดาวน์โหลดเพื่อเริ่มติดตั้ง

3. คลิก Yes เมื่อระบบถามคุณว่า “Do you want to allow this app to make changes to your device?” จากนั้นทำการติดตั้งต่อไปตามคำแนะนำ

เชื่อมต่อ xTool M1 กับ XCS

1. ใช้สาย USB เชื่อมต่อเครื่องเข้ากับคอมพิวเตอร์

2. เปิดเครื่อง

3. เปิด XCS แล้วคลิก Connect Device

โหมดการทำงาน

สำหรับเครื่อง xTool M1 โปรแกรม XCS สามารถรองรับโหมดการทำงานหลายโหมด

โหมดการทำงานมีต่อไปนี้:

Laser flat: ฟังก์ชันนี้ใช้สำหรับแกะสลักหรือตัดวัสดุแบนทั่วไป เช่น กระดานไม้ ที่รองแก้ว แผ่นอะคริลิกสีเข้ม และแผ่นโลหะ

Laser cylindrical: ฟังก์ชันนี้ใช้กับอุปกรณ์โรตารี่ (RA2) สามารถทำงานครอบคลุมถึง 90% ของวัสดุทรงกระบอกแบบปกติและแบบป้าน สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีใช้ xTool M1 กับ RA2 ดูได้ที่ วิธีใช้ xTool M1 กับ อุปกรณ์โรตารี่ 2 (RA2)

Open plane: สำหรับทำงานกับวัสดุที่มีขนาดใหญ่หรือหนา โดยจะถอดแผ่นฐานของ xTool M1 ออก

Blade cut: เป็นการทำงานแบบใช้โมดูลใบมีด ด้วยฟังก์ชันนี้ คุณสามารถตัดกระดาษคราฟท์ สติกเกอร์ หนัง และวัสดุอื่นๆ ได้ ถ้าต้องการใช้ฟังก์ชันนี้ จำเป็นต้องใช้แผ่นรองตัดเพิ่มเข้ามาด้วย

Print & blade cut: ทำงานกับวัสดุที่ต้องการพิมพ์และใช้โมดูลใบมีดตัด สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีใช้ฟังก์ชัน Print & blade cut ดูที่ การใช้ฟังก์ชัน Print & blade cut สำหรับ xTool M1

หมายเหตุ: ก่อนที่จะใช้ฟังก์ชัน Print & blade cut ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องพิมพ์ของคุณพร้อมใช้งานอยู่ พื้นที่การทำงานสูงสุดคือ 269 มม. × 182 มม. เช็คให้แน่ใจว่างานที่จะพิมพ์อยู่ภายในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อคุณใช้ฟังก์ชัน Print & blade cut งานที่จะตัดต้องมีทั้งรูปภาพ bitmap และเส้นเวกเตอร์ โดยจะลเซอร์ในส่วนภาพ bitmap และจะทำการตัดในส่วนของเส้นเวกเตอร์

เรียนรู้จากโปรเจค

การเรียนรู้จาก Project จะช่วยให้คุณเห็นภาพการใช้งานเครื่อง รวมไปถึงได้ทดลอง การใช้งานโปรแกรม และเครื่องมือต่างๆ ที่มีมาให้

ตัดรูปดาวบนแผ่นไม้เบสวูดหนา 3 มม (ใช้ Laser)

1. ใส่รูปดาวลงบน canvas

2. เลือกโหมดการทำงานเป็น Laser flat

3. วางแผ่นไม้เบสวูดบนแผ่นรอง แล้วขยับงานไปยังตำแหน่งที่คุณต้องการตัด

4. เพื่อวัดความหนาของวัสดุที่จะตัด คุณสามารถ เลือกวัสดุตามรายการที่มี และกดวัดความหนาแบบอัตโนมัติ

หรือคลิกไอคอน Auto-measure ที่เป็นรูปไม้บรรทัด เพื่อวัดความหนา

การใช้ระบบวัดความหนาชิ้นงานแบบอัตโนมัติ จะทำงานได้แม่นยำ ก็ต่อเมื่อวัสดุ ที่ว่างเป็นแผ่นเรียบ

หมายเหตุ: หากมีการใช้แท่งปริซึมสามเหลี่ยม รองด้านล่างงาน ให้เลือก Triangular prism เพราะถ้าไม่เลือก เวลาวางลายเส้นบนตัวงาน ตำแหน่งที่กล้องจับได้ จะไม่ตรง เวลายิงหรือแกะสลัก งานก็จะไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ

5. ตั้งค่าพารามิเตอร์การทำงานตามความเหมาะสมของวัสดุที่ใช้

6. ตั้งค่าพารามิเตอร์การ Framing มีอยู่ 2 วิธีในการตั้งค่า

การ Framing คือการสั่งให้หัวเลเซอร์ ทำการวิ่งไปยังจุดที่ต้องการทำงาน โดยจะยิงแสงเลเซอร์ออกมาเบาๆ แล้ววิ่งรอบตำแหน่งที่ทำงาน ซึ่งประโยชน์ของการ Framing คือช่วยให้ รู้ตำแหน่งของหัวยิงเลเซอร์ ว่าจะไปทำงานที่ตำแหน่งไหน ซึ่งความแม่นยำในการยิงให้ตรงตำแหน่ง จะขึ้นอยู่กับความหนาของชิ้นงาน ที่ใส่ในโปรแกรม ซึ่งจะสัมพันธ์กันกับการ Framing ถ้าใส่ความหนาไม่ถูก ก็จะทำให้ตำแหน่งในการยิง คลาดเคลื่อนไปได้

คลิกไอคอนรูปเฟือง ⚙️ เพื่อตั้งค่าความเร็วและกำลังไฟให้เหมาะสมกับวัสดุของคุณ แล้วคลิก Framing เพื่อดูการทำงานคร่าวๆ

คลิก Start เพื่อเข้าสู่หน้าต่าง Preview แล้วคลิกไอคอนการตั้งค่า ⚙️ เพื่อตั้งค่าความเร็วและกำลังไฟในการ frame จากนั้นคลิก Framing

หากความเร็วของการ framing เร็วเกินไป หรือ กำลังไฟของโมดูลเลเซอร์ต่ำเกินจนมองยาก คุณสามารถตั้งค่าความเร็วและกำลังไฟใหม่ แล้วเริ่ม framing ใหม่ ในทางกลับกันหากตั้งค่ากำลังไฟสูงเกินไปอาจทำให้เกิดรอยไหม้ได้ ให้ปรับกำลังไฟให้เหมาะสมกับแต่ละวัสดุ โดยควรตั้งช่วงความเร็วตั้งแต่ 80-180 มม./วินาที และช่วงพลังงานอยู่ระหว่าง 1-10%

7. กดปุ่มบน xTool M1 เพื่อเริ่ม frame

8. คลิก Framing complete แล้วย้อนกลับไป คลิก Start

9. กดปุ่มบน xTool M1 เพื่อเริ่มการทำงาน

10. รอให้การทำงานเสร็จสิ้น

นี่คือผลงานที่ได้

การใช้งานเครื่องเลเซอร์ จำเป็นจะต้องอยู่กับเครื่องตลอดเวลา โดยเฉพาะการตัดชิ้นงาน บนวัสดุที่ติดไฟได้ จำพวกไม้ หรือผ้า ซึ่งตัวเครื่อง xTool ทุกรุ่น จำเป็นต้องกดปุ่ม Confirm ที่เครื่องก่อนทุกครั้ง เวลาที่จะให้เครื่องทำงาน เพื่อเป็นการยืนยันว่า มีคนอยู่กับเครื่อง

ตัดรูปดาวจากกระดาษคราฟท์ (ใช้ใบมีด)

1. หากต้องการใช้ฟังก์ชันตัดใบมีด คุณต้องใช้แผ่นรองตัดแบบมีกาว หรือแผ่นวัสดุที่ทนการตัดเฉือนได้

2. ใส่รูปดาวลงบน canvas

3. เลือกโหมดการทำงาน Blade cut

4. วางวัสดุที่จะทำงานลงบนแผ่นรองตัด และลากวัตถุไปยังตำแหน่งที่คุณต้องการตัด

5. เลือกวัสดุและวัดความหนาของวัสดุ

6. ตั้งค่าพารามิเตอร์การทำงานให้เหมาะสมกับวัสดุ

7. คลิก Framing เพื่อดูการทำงานตำแหน่งของหัวเลเซอร์ ถ้าตำแหน่งถูกต้อง ก็คลิกปุ่ม Process

8. กดปุ่มบน xTool M1 เพื่อเป็นยืนยัง สั่งเครื่องให้เริ่มทำงาน

9. รอให้การทำงานเสร็จสิ้น

10. และนี่คือผลงานที่ได้

สลักลวดลายบนกล่องเก็บอัญมณี

1. วัดความสูงของกล่องอัญมณีความสูงของกล่องอัญมณีสูงกว่า 16 มม. คุณต้องถอดแผ่นฐานออก

2. คลายสกรูของแผ่นฐานและถอดแผ่นฐานของ xTool M1 ออก

3. วาง xTool M1 บนฐานขาตั้ง Riser และวางรังผึ้งไว้ที่ระดับ α

⚠️ หมายเหตุ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพื้นผิวของวัสดุที่จะแกะสลักสูงกว่าขอบด้านบนหรือเสมอขอบของ Riser ตามภาพด้านล่าง ถ้างานสูง จะต้องไม่เกิน 15 มิล โดยวัดจากขอบ เพราะถ้าเกิน จะทำให้การ Focus ของหัวยิงเลเซอร์ ไม่ตรง งานที่ยิง อาจจะเบลอ ไม่สวย

4. เลือกโหมดการทำงานเป็น Open plane

5. วางกล่องวัสดุไว้ในพื้นที่ทำงาน แล้วคลิกไอคอน Auto-measure

💡 หมายเหตุ:หากพื้นผิวของวัสดุอยู่ต่ำกว่าด้านล่างของ xTool M1 การโฟกัสอัตโนมัติอาจจะทำงานผิดพลาดได้ โดยจะมีหน้าต่างป๊อปอัปแจ้งว่า ”Auto-measure failed” ถึงตอนนี้ให้คลิก “Manual-measure” เพื่อป้อนระยะแบบแมนนวล โดยสามารถไปดูได้ที่ การตั้งโฟกัสแบบแมนนวล ในโหมด Open Plane สำหรับเครื่อง M1 เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

6. ลากแบบงานไปยังตำแหน่งที่คุณต้องการ

7. ตั้งค่าพารามิเตอร์การทำงานตามวัสดุที่ใช้

8. กดปุ่ม Process

9. ดู Preview แล้วคลิก Process

10. กดปุ่มบน xTool M1

11. รอให้เครื่องทำงานจนเสร็จ

นี่คือผลงานที่ได้

ถ้าต้องการแกะสลักวัสดุทรงกระบอกแบบปกติและแบบป้าน ให้ดู วิธีใช้ xTool M1 กับอุปกรณ์โรตารี่ 2 (RA2)

ถ้าต้องการตัดวัสดุสิ่งพิมพ์ที่มีลวดลายด้วยโมดูลใบมีด ให้ดูที่ การใช้ฟังก์ชันการพิมพ์และการตัดใบมีดเครื่อง xTool M1

คำอธิบายฟังก์ชัน XCS

💡 หมายเหตุ: เมื่อคุณใช้ XCS ฟังก์ชันบางอย่างอาจแสดงเป็นสีเทา ซึ่งหมายถึงยังไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขบางอย่าง ดังนี้:

Smart fill: ฟังก์ชันนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อคุณเชื่อมต่อเครื่องเข้ากับ XCS แล้วเท่านั้น ซึ่งฟังก์ชันนี้จะรองรับเฉพาะเครื่องที่มีกล้อง อย่างเช่นเครื่อง xTool M1 ส่วนเครื่องที่ไม่มีกล้อง อย่าง xTool D series จะไม่มีฟังก์ชันนี้

Align: ฟังก์ชันนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อคุณได้เลือกงานตั้งแต่สองรายการขึ้นไปเท่านั้น

Combine: ฟังก์ชันนี้ใช้ได้เฉพาะกับเวกเตอร์ และสามารถกดใช้ได้หลังจากที่คุณเลือกเวกเตอร์สองรายการขึ้นไปแล้วเท่านั้น

เมนู

1. การตั้งค่า (General)

Unit: ตั้งค่าหน่วยสำหรับแสดงขนาดและตำแหน่งของงาน

Hot keys: คุณสามารถคลิก View เพื่อดูปุ่มลัดทั้งหมดของ XCS

Auto-snapping: เปิดหรือปิดใช้งานฟังก์ชันการสแนปอัตโนมัติของ canvas ฟังก์ชันนี้เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น

เมื่อเปิดใช้งาน เส้นบอกแนวจะแสดงขึ้นเมื่อคุณขยับงาน เพื่อช่วยให้คุณจัดตำแหน่งงานได้ง่ายขึ้น

เมื่อปิดใช้งาน จะไม่มีเส้นบอกแนวแสดงขึ้นเมื่อคุณขยับงาน

Precise vector path selection: ฟังก์ชันนี้จะไม่ได้ถูกเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น

ตอนปิดการใช้งานฟังก์ชันนี้ คุณสามารถเลือกเส้นทางเวกเตอร์ได้โดยคลิกที่กล่อง(Selection box) อย่างไรก็ตาม กล่องของเส้นทางเวกเตอร์ที่มีจำนวนเยอะ อาจทับซ้อนกัน ทำให้ยากต่อการเลือกเส้นทางเวกเตอร์ที่ต้องการได้

ดังแสดงในรูปด้านล่างนี้ เป็นการยากมากที่จะเลือกเส้นสีม่วง เนื่องจากมีกล่องอื่นบังอยู่

แต่ถ้าเปิดใช้งานฟังก์ชันนี้ แต่ละเวกเตอร์จะไม่มีกล่อง ดังนั้นคุณจะต้องเลื่อนตัวชี้เมาส์ไปใกล้กับเส้นเวกเตอร์เพื่อเลือก คราวนี้คุณก็จะสามารถเลือกเส้นทางเวกเตอร์ได้โดยไม่มีกล่องรบกวน ดังรูปด้านล่าง คุณสามารถเลือกเส้นได้โดยเลื่อนตัวชี้เมาส์ไปใกล้กับเส้นนั้นแล้วคลิก

Precise DXF file parsing: ตั้งค่าได้ว่าจะประมวลผลไฟล์ DXF ด้วยอัลกอริธึมใหม่หรือไม่ อัลกอริธึมใหม่จะช่วยแปลไฟล์งานให้ออกมาดีขึ้น โดยที่เส้นไม่ขาดหรือเสียรูป ทำให้ใช้หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์มากขึ้น โดยฟังก์ชั่นนี้จะถูกปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น เราแนะนำว่าคุณอย่าเพิ่งเปิดใช้งานฟังก์ชันนี้ถ้าไฟล์ DXF ของคุณสามารถทำงานได้ปกติดีอยู่แล้ว

Imported image too large for the canvas: กำหนดเงื่อนไขนำเข้าภาพที่มีขนาดใหญ่ โดยมีตัวเลือกดังต่อไปนี้:

Ask me every time: โปรแกรม XCS จะถามคุณทุกครั้งตอนคุณนำเข้ารูปภาพที่มีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับ canvas

Auto-scale it: โปรแกรม XCS จะปรับขนาดรูปภาพที่มีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับ canvas ให้โดยอัตโนมัติตอนคุณนำเข้า

Keep its size: โปรแกรม XCS จะแสดงรูปภาพที่มีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับ canvas ในขนาดดั้งเดิมตอนคุณนำเข้า

Language: ตั้งค่าภาษาของโปรแกรม (ยังไม่มีภาษาไทย)

Custom parameter settings: ช่วยให้คุณสามารถส่งออกการตั้งค่าพารามิเตอร์การทำงานที่คุณใช้ก่อนหน้าหรือนำเข้าการตั้งค่าพารามิเตอร์เข้ามาใน XCS จากดิสก์ภายในเครื่อง

Software update: แสดงเวอร์ชันซอฟต์แวร์และตรวจสอบเวอร์ชันที่ใหม่กว่า

About: แสดงข้อมูลเกี่ยวกับซอฟต์แวร์

Developer mode โหมดสำหรับนักพัฒนา เอาไว้สำหรับเช็คการทำงานของเครื่อง

บังคับอัปเดตเฟิร์มแวร์: คลิก Start เพื่อเริ่มฟังก์ชันอัปเกรดเฟิร์มแวร์ แต่ในตอนนี้ ฟังก์ชั่นอัปเดตเฟิร์มแวร์จะรองรับแค่ xTool D1 และ xTool D1 Pro

2. ไฟล์ (File)

New : สร้างโปรเจคใหม่

Open project: เปิดไฟล์โปรเจคในเครื่อง (รองรับไฟล์ .xcs เท่านั้น)

Import image: นำเข้าไฟล์รูปภาพ (รองรับไฟล์ .jpg/.jpeg/.gif/.png/.bmp/.svg/.dxf เท่านั้น)

Save: บันทึกการเปลี่ยนแปลงที่ทำมาทั้งหมด

Save as: บันทึกโปรเจคแยกอีกไฟล์

ชื่อโปรเจค

บริเวณนี้จะแสดงชื่อโครงการหรือโปรเจคปัจจุบันที่เปิดอยู่ สามารถเปลี่ยนชื่อได้โดยกดดับเบิลคลิก

ลิงค์

Announcement: ลิงก์ไปยังหน้าต่างประกาศของโปรแกรม XCS ซึ่งคุณจะพบกับประกาศล่าสุด

Community: ลิงก์ไปยังชุมชน XCS ซึ่งคุณสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XCS ได้ อีกทั้งยังแบ่งปันโปรเจคของคุณ พูดคุยกับผู้อื่น และ รับแรงบันดาลใจต่างๆได้ที่นี่

Projects: ลิงก์ไปยังศูนย์รวมโปรเจคตัวอย่าง

Support: ลิงก์ไปยังหน้า ช่วยเหลือ บนเว็บไซต์ xTool ซึ่งคุณสามารถค้นหาความช่วยเหลือออนไลน์เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ของ xTool ได้

Shop: ลิงก์ไปยังร้านค้าออนไลน์ xTool ซึ่งคุณสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ xTool อุปกรณ์เสริม และวัสดุต่างๆได้ที่นี่

3. แถบเครื่องมือแนวตั้ง

Image: คลิกเพื่อนำเข้ารูปภาพ

Insert: คลิกและเลือกเพื่อวาดรูปร่างพื้นฐาน

Shape: คลิกเพื่อแทรกรูปร่างแบบอื่นๆ

Text: คลิกเพื่อแทรกข้อความ

Vector: คลิกเพื่อวาดเส้นทางเวกเตอร์

xArt: คลิกเพื่อใส่คำสั่งหรืออัปโหลดรูปเพื่อสร้างรูปใหม่

Select: คลิกเพื่อเลือกงานตั้งแต่หนึ่งแบบขึ้นไป

Hand: คลิกเพื่อขยับ canvas ใบโดยการคลิ๊กลาก

Image: คลิกเพื่อสร้างรูปจากรูปภาพ ปัจจุบัน XCS รองรับการนำเข้าเฉพาะไฟล์ JPG, JPEG, GIF, PNG, BMP, SVG, DXF และ WEBP

💡 หมายเหตุ: ใน XCS เวอร์ชั่นปัจจุบัน ยังไม่รอบรับไฟล์งานที่เป็นตัวหนังสือ คุณจะต้องแปลงตัวหนังสือเป็นเส้นเวกเตอร์ก่อน จากนั้นค่อยนำเข้าเวกเตอร์นั้นในรูปแบบไฟล์ SVG ลงใน XCS
หากคุณนำเข้าภาพ bitmap คุณสามารถตั้งค่าได้โดยใช้แถบการตั้งค่าภาพทางด้านขวา

Filter: คุณสามารถเพิ่มตัวกรองหรือใส่ Filter ที่เป็นลูกเล่นให้รูปภาพได้

Sharpness: ปรับความคมชัดของภาพที่นำเข้ามา

Grayscale: สัมพันธ์กับ contrast ของแสงและเงา เลื่อนบล็อกทางซ้ายไปตรงกลางเพื่อเพิ่มความเงา เลื่อนบล็อกทางด้านขวาไปตรงกลางเพื่อเพิ่มความสว่าง

Invert: คุณสามารถกลับสีของภาพได้ โดยฟังก์ชันนี้มีประโยชน์สำหรับการทำงานกับวัสดุสีเข้มบางชนิด เช่น การแกะสลักภาพบนอะคริลิกโปร่งใสหรือโปร่งแสง หินชนวนดำ ยาง และ กระจก

XCS รองรับการสลับสีของรูปภาพขาวดำ grayscale และ ภาพสี ได้ดังนี้

ภาพขาวดำ: พิกเซลสีขาวจะกลับกลายเป็นสีดำ และพิกเซลสีดำจะกลับกลายเป็นสีขาว

ภาพ grayscale: พิกเซลที่แสงสว่างจะกลับกลายเป็นพิกเซลมืด และพิกเซลสีมืดจะกลับกลายเป็นพิกเซลสว่าง

ภาพสี: ภาพสีจะถูกแปลงเป็นภาพ grayscale ก่อน จากนั้นพิกเซลสว่างจะถูกแปลงกลับเป็นพิกเซลสีเข้ม และ พิกเซลสีเข้มจะถูกแปลงกลับเป็นพิกเซลสว่าง

💡 หมายเหตุ: สำหรับรูปภาพที่มีพื้นหลังโปร่งใสหรือโปร่งแสง พื้นหลังจะไม่กลับด้าน มีเฉพาะสีของพิกเซลในรูปภาพเท่านั้นที่จะกลับด้าน

นอกเหนือจากการตั้งค่าก่อนหน้านี้ คุณยังสามารถแก้ไขรูปภาพเพิ่มเติมได้

Magic wand: เลือกลบพื้นที่ที่คุณต้องการออกจากภาพ

Fuzziness: พารามิเตอร์นี้ใช้ได้เฉพาะกับ Magic Wand เท่านั้น โดยเป็นการระบุช่วงสีพิกเซลที่คุณจะลบ ยิ่งค่ามากขึ้น ช่วงสีก็จะกว้างขึ้น กล่าวคือ ช่วงสีของพิกเซลที่จะลบอาจแตกต่างกันมาก แต่ถ้ายิ่งค่าน้อยลง ช่วงสีก็จะแคบลง กล่าวคือ สีของพิกเซลที่จะลบจะใกล้เคียงกันมาก

Eraser: ลบพื้นที่ที่คุณคลิกออกจากรูปภาพ

Size: พารามิเตอร์นี้ใช้ได้เฉพาะกับยางลบ เป็นการระบุขนาดของยางลบ ยิ่งค่ามาก ยางลบก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น

Crop: ตัดเอาพื้นที่ที่คุณเลือก

Insert: กดเพื่อเลือกวาดรูปร่างทั่วไป คุณสามารถกด Shift เพื่อวาดสี่เหลี่ยม วงกลม หรือเส้นแนวนอนหรือแนวตั้งได้

Shape: แทรกรูปร่างอื่นๆ

Text: แทรกข้อความ ข้อความเริ่มต้น จะเป็น HELLO หลังจากแทรกข้อความ คุณจะสามารถเปลี่ยนคำ และตั้งค่าขนาดแบบอักษร Typeface style ระยะห่าง Leading และ การจัดเรียง นอกจากนี้ คุณยังสามารถเชื่อมตัวอักษรในข้อความได้

Weld: ฟังก์ชันนี้ใช้เพื่อเชื่อมรวมตัวอักษรที่มีบางส่วนทับซ้อนกันในข้อความ หลังจากเชื่อมแล้ว ข้อความจะกลายเป็นเส้นเวกเตอร์ และ แผงการตั้งค่าข้อความด้านข้างจะหายไป

Vector: คำสั่งสำหรับวาดเส้นเวกเตอร์

คุณสามารถกด ปุ่ม Esc หรือคลิกเมนูอื่นๆ เพื่อสิ้นสุดการวาดภาพได้เช่นกัน

หลังจากวาดเส้นทางเวกเตอร์ คุณสามารถดับเบิลคลิกที่จุดบนเส้นเพื่อแก้ไขได้:

1. แปลงเป็นมุมมน หรือ กลับเป็นมุม

2. ปรับความโค้ง

xArt: คลิกเพื่อเข้าสู่กระบวนการสร้างภาพ xArt ซึ่งคุณสามารถสร้างภาพได้โดยการพิมพ์คำสั่ง ที่เรียกว่า Prompt หรืออัพโหลดภาพ ขณะนี้ยังเป็นเวอร์ชั่นเบต้าและกำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนา หากคุณใช้ xArt เป็นครั้งแรก คุณจะต้องลงทะเบียนบัญชีและรับแต้มเริ่มต้นก่อน และทุกครั้งที่คุณใช้ xArt สร้างภาพ จะใช้คะแนนนี้เป็นค่าใช้จ่าย

แถบเครื่องมือแนวนอน

Undo: ยกเลิกการกระทำล่าสุด

Redo: ย้อนการกระทำสุดท้ายอีกครั้ง

Outline: เพิ่มเส้นขอบให้กับงาน นอกจากรองรับทั้งแบบรูปภาพ ข้อความ และ เส้นเวกเตอร์ แล้ว ยังสามารถเพิ่ม outline ให้กับภาพที่มีพื้นหลังโปร่งใสได้อีกด้วย

การเพิ่มเส้น Outline จะเหมาะสำหรับการตัดงาน หรือทำเส้นขอบให้กับชิ้นงาน

ถ้าพื้นหลังของภาพไม่ได้โปร่งใส เมื่อระยะออฟเซ็ตเป็นค่าบวก เส้นขอบจะอยู่ด้านนอก เมื่อค่าลบของระยะออฟเซ็ต เส้นขอบจะอยู่ด้านใน

ถ้าพื้นหลังของภาพโปร่งใส คุณสามารถเลือกเพิ่มเส้นขอบทั้งด้านในและด้านนอกได้

Array: เพิ่มจำนวนงานที่ต้องการออกมาหลายๆงาน และ จัดวางในรูปแบบตารางหรือวงกลม เลือกงาน เลือกโหมด array และตั้งค่าให้เสร็จสิ้น

Smart fill: ฟังก์ชั่นทำซ้ำสำหรับงานที่มีวัสดุหลากหลาย ฟังก์ชั่นนี้ใช้ได้เฉพาะกับรุ่นที่มีกล้องในตัวเท่านั้น สำหรับรุ่น xTool D1 ที่ไม่มีกล้อง จะไม่รองรับฟังก์ชันนี้

Group: เลือกงานที่ต้องการแล้วคลิก Group เพื่อจับกลุ่มงาน

Ungroup: เลือกงานที่เป็นกลุ่ม แล้วคลิก Ungroup เพื่อยกเลิกการจัดกลุ่ม

Align: จัดเรียงตำแหน่งของงาน

ตัวอย่าง จัดตำแหน่งองค์ประกอบต่างๆ ดังรูปต่อไปนี้

จัดชิดซ้าย

จัดกี่งกลางแนวนอน

จัดชิดขวา

จัดชิ้นด้านบน

จัดกึ่งกลางแนวตั้ง

จัดชิดด้านล่าง

Distribute: กระจายตำแหน่งของงานให้เท่ากัน

ตัวอย่าง การกระจายองค์ประกอบดังรูปต่อไปนี้

กระจายชิ้นงานในแนวนอน

กระจายชิ้นงานในแนวตั้ง

Arrange: จัดเรียงลำดับของงาน คุณสามารถนำงานมาไว้ด้านหน้าสุด หรือวางไว้ด้านหลังหลังสุด หรือขยับมาข้างหน้า หรือขยับไปข้างหลังทีละชั้นก็ได้

ตัวอย่าง การจัดเรียงงานตามรูปต่อไปนี้

ขยับมาข้างหน้า(Bring forward)

นำมาไว้ข้างหน้าสุด(Bring to front)

ขยับไปด้านหลัง(Send backward)

นำไปไว้หลังสุด(Send to back)

Combine: สามารถผสานรวมงานได้

คำสั่ง Unite

คำสั่ง Subtract

คำสั่ง Unite at overlap

คำสั่ง Subtract at Overlap

Reflect: สลับด้านแนวนอนหรือแนวตั้ง

สำหรับคำสั่งสามารถไปประยุกค์ใข้ในการทำตรายาง หรือกลับด้านตัวหนังสือ

คำสั่งสลับด้านในแนวนอน Reflect Horizontally

คำสั่งสลับด้านในแนวตั้ง Reflect Vertically

Position: กำหนดตำแหน่งของงานบน canvas ตามพิกัด x และ y โดยจุด (0,0) อยู่ที่มุมซ้ายบน สามารถตั้งค่าหน่วยได้ใน Setting

Size: กำหนดขนาดของงาน สามารถตั้งค่าหน่วยได้ใน Setting

ค่าเริ่มต้นจะเป็นแบบล็อคมาตราส่วนให้เท่ากัน คุณสามารถคลิกไอคอนแม่กุญแจเพื่อยกเลิกการล็อคขนาด จากนั้นขนาดงานจะสามารถปรับได้อย่างอิสระ

เคล็ดลับ: อัตราส่วนความกว้างต่อความสูงของรูปภาพจะถูกล็อคไว้ตั้งแต่ตอนคุณนำเข้างานมาใน XCS คุณสามารถคลิกไอคอนแม่กุญแจเพื่อปลดล็อกอัตราส่วน เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนความกว้างและความสูงของรูปภาพได้อย่างอิสระ

Rotate: หมุนปรับมุมเอียงของงาน ค่าบวกหมายถึงการหมุนตามเข็มนาฬิกา ส่วนค่าลบหมายถึงการหมุนทวนเข็มนาฬิกา

Canvas

การออกแบบและแก้ไขงาน

บน canvas (พื้นที่ว่าง) คุณสามารถออกแบบหรือปรับแต่งงานในนี้ได้

นอกจากนี้ หากเชื่อมต่อกับเครื่องที่มีกล้องอย่างรุ่น xTool M1 คุณจะสามารถดูตำแหน่งของวัสดุและงานก่อนตัดหรือแกะสลักได้

การจัดการ Canvas

คุณสามารถเพิ่ม ลบ หรือ เปลี่ยนชื่อ canvas ได้ โดยที่ในหนึ่งโปรเจค สามารถเก็บ canvas ได้มากกว่าหนึ่ง เพื่อที่จะได้เก็บงานได้หลากหลายแบบ

ซูมเข้า/ออก

คุณสามารถซูมเข้าหรือออก canvas หรือ ปรับให้พอดีกับหน้าจอได้ ระดับการซูมสูงสุดคือ 4,000% โดยการคลิก “+” เพื่อขยายเพิ่มเติม หลังจากตั้งค่ามาตราส่วนเป็น 1,000% แล้ว

เมนูลัด

ถ้าคุณคลิกขวาบนพื้นที่ว่างของ canvas เมนูลัดต่อไปนี้จะปรากฏขึ้น

Paste: วางงานที่ถูกคัดลอกมา

Select All: เลือกงานทั้งหมดบน canvas

Zoom in: ซูมเข้า

Zoom out: ซูมออก

การจัดการเลเยอร์ของงาน

ถ้าหากงานของคุณมีความซับซ้อน คุณสามารถแบ่งงานให้มีหลายเลเยอร์เพื่อการจัดการที่ง่ายขึ้นได้

งานไหนที่ต้องการตั้งค่าพารามิเตอร์เหมือนกันก็จับให้อยู่ในเลเยอร์เดียวกัน เช่น เลเยอร์ 1 แกะสลักทึบ เลเยอร์ 2 แกะสลักเป็นวง เลเยอร์ 3 วิ่งตัดขอบงาน

ตัวอย่างเช่น เลือกเลเยอร์ 3 และตั้งค่าพารามิเตอร์การทำงานให้กับงานที่อยู่ในเลเยอร์ 3

นอกจากนี้ คุณยังสามารถย้ายงานไปยังเลเยอร์อื่นได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ย้ายแล้ว คุณจะต้องตั้งค่าพารามิเตอร์การทำงานให้กับงานนั้นด้วย การตั้งค่าของเลเยอร์เดิมจะไม่ถูกเอาเข้ามาใส่ในเลเยอร์ใหม่

เคล็ดลับ:  เมื่อคุณทำงานกับรูปภาพที่ซับซ้อน ขอแนะนำให้ตั้งค่าสีให้ต่างกันในแต่ละงาน เพื่อให้ XCS สามารถกำหนดงานเป็นเลเยอร์ต่างๆ ตอนคุณนำเข้าไฟล์รูปภาพ

การตั้งค่าอุปกรณ์

เชื่อมต่ออุปกรณ์

1. ใช้สาย USB เพื่อเชื่อมต่อเครื่อง xtool กับคอมพิวเตอร์ จากนั้นเปิดเครื่องและเปิดโปรแกรม XCS

2. คลิก  Connect Device บน XCS

รอให้โปรแกรม XCS ค้นหาเครื่อง

3. เลือกเครื่องที่แสดงขึ้นมา

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีเชื่อมต่อเครื่องของคุณกับ XCS ในโหมด Wi-Fi หรือ IP ให้ดูที่  วิธีเชื่อมต่อเครื่องด้วยโหมด Wi-Fi หรือ IP

ดูข้อมูลเครื่องและตั้งค่าฟังก์ชันต่างๆ

หลังจากเชื่อมต่อเครื่องกับ XCS แล้ว คุณจะสามารถดูข้อมูลการทำงานและการตั้งค่าฟังก์ชันต่างๆ ได้

ข้อมูลพื้นฐาน

Device name: ตั้งชื่ออุปกรณ์ของคุณ

Laser model: แสดงรุ่นของเลเซอร์

Serial number: แสดงหมายเลขซีเรียลของอุปกรณ์ของคุณ

Firmware version: แสดงเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ของเครื่อง คุณสามารถคลิก Check for updates เพื่อตรวจสอบเวอร์ชันที่ใหม่กว่าและอัปเดตเฟิร์มแวร์ได้

Wi-Fi setting: ตั้งชื่อ WiFi และรหัสผ่านเพื่อตั้งค่าการเชื่อมต่อ Wi-Fi

ข้อมูลการทำงาน

Working time: แสดงเวลาทั้งหมดที่เครื่องใช้ทำงาน

Operating times: แสดงจำนวนครั้งทั้งหมดที่มีการใช้งานเครื่อง

Standby time: แสดงเวลาทั้งหมดที่เครื่องอยู่ในโหมดสแตนด์บาย

Work log: คุณสามารถคลิก Export เพื่อส่งออกบันทึกการทำงานของเครื่องได้

การตั้งค่า

Cut pressure calibration: คุณสามารถคลิก Reset เพื่อคืนค่า calibration จากโรงงานได้ หรือคลิก Calibrate เพื่อ calibration แรงกดในการตัดใหม่เอง ซึ่งจะช่วยให้การตัดมีประสิทธิภาพดีขึ้น สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีทำ ดูได้ที่ “ฉันจะ calibrate แรงกดในการตัดของเครื่อง M1 ได้อย่างไร?”

Backlash: คุณสามารถคลิก Test เพื่อเช็คความแม่นยำในการแกะสลักเมื่อโมดูลเลเซอร์เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามได้

Process what you draw: นี่คือฟังก์ชันออฟไลน์ เครื่องสามารถจดจำสิ่งที่คุณวาดและทำงานได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับ XCS และคุณสามารถตั้งค่าวิธีการทำงานได้ดังนี้

เลเซอร์แกะสลัก สีดำ: แกะสลักลวดลายตามที่คุณวาดด้วยสีดำ

เลเซอร์ตัด เส้นสีดำ: ตัดตามเส้นที่คุณวาดด้วยสีดำ

เลเซอร์ตัด เส้นสีแดง: ตัดตามเส้นที่คุณวาดด้วยสีแดง

Export elements on the canvas as Gcode: คุณสามารถคลิก Export เพื่อส่งออกไฟล์ Gcode ได้ ซึ่งไฟล์ Gcode นี้สามารถนำไปใช้งานบน LightBurn ได้

Import Gcode: คุณสามารถคลิก Import เพื่อนำเข้าไฟล์ Gcode จากพื้นที่เก็บไฟล์ในคอมพิวเตอร์คุณได้ ไฟล์ Gcode นี้สามารถทำใน LightBurn แล้วนำเข้ามาบน XCS ได้

พารามิเตอร์การทำงาน

  • Fill light brightness: ตั้งค่าความสว่างของแสงเพิ่มเพื่อให้กล้องถ่ายเห็นพื้นที่การทำงาน
  • Time the fan continues to work: ตั้งเวลาที่พัดลมดูดอากาศยังคงทำงานต่อ หลังจากที่เครื่องทำงานเสร็จ

การตั้งค่าการทำงาน

💡 หมายเหตุ: ตัวโปรแกรมจะมีคำสั่งเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่อง Laser ที่เลือก

1. โหมดการทำงาน

มีให้เลือกด้วยกัน 5 โหมด แต่ละโหมดมีรายละเอียดดังนี้

Laser flat: สำหรับแกะสลักหรือตัดวัสดุแบนทั่วไป เช่น กระดานไม้ ที่รองแก้ว อะคริลิกสีเข้ม และแผ่นโลหะ

Laser cylindrical: สำหรับแกะสลักหรือตัดวัสดุทรงกระบอก โหมดนี้ต้องใช้งานคู่กับอุปกรณ์โรตารี่ 2 (RA2) ซึ่งเครื่อง xTool M1 สามารถทำงานได้ครอบคลุมราวๆ 90% ของงานทรงกระบอกแบบปกติและแบบป้าน สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีใช้ xTool M1 กับ RA2 สามารถดูได้ที่ วิธีใช้ xTool M1 กับอุปกรณ์โรตารี่ 2 (RA2)

Open plane: สำหรับทำงานกับวัสดุที่มีขนาดใหญ่หรือหนา โดยจะต้องถอดแผ่นฐานของ xTool M1 ออก และแนะนำให้คุณใช้ขาตั้งช่วย

Blade cut: สำหรับงานตัดที่ใช้โมดูลใบมีด คุณสามารถตัดกระดาษคราฟท์ สติกเกอร์ หนัง และอื่นๆ ได้ โดยคุณจะต้องใช้แผ่นรองตัดด้วย เพื่อป้องกันแผ่นฐานของ xTool M1

Print & blade cut: ทำงานกับวัสดุที่ต้องการพิมพ์และใช้โมดูลใบมีดตัด สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีใช้ฟังก์ชัน Print & blade cut ดูที่ การใช้ฟังก์ชัน Print & blade cut สำหรับ xTool M1

💡 หมายเหตุ: ก่อนที่จะใช้ฟังก์ชัน Print & blade cut ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องพิมพ์ของคุณพร้อมใช้งานอยู่ พื้นที่การทำงานสูงสุดคือ 269 มม. × 182 มม. เช็คให้แน่ใจว่างานที่จะพิมพ์อยู่ภายในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อคุณใช้ฟังก์ชัน Print & blade cut งานที่จะตัดต้องมีทั้งรูปภาพ bitmap และเส้นเวกเตอร์ โดยจะพิมพ์ในส่วนภาพ bitmap และจะทำการตัดในส่วนของเส้นเวกเตอร์

2. วัสดุที่ใช้ (Material)

ตัวโปรแกรมจะมีค่า Parameter สำหรับการยิงหรือแกะวัสดุ ในแต่ละประเภท ซึ่งเป็นค่าที่โรงงานกำหนดไว้คร่าวๆ เบื้องต้น ซึ่งผู้ใช้สามารถเอาค่าที่โปรแกรมตั้งให้ มาเป็นจุดเริ่มในการใช้งาน ซึ่งถ้าใช้แล้ว ได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็สามารถปรับแต่งได้

หากคุณใช้วัสดุที่ผลิตโดย xTool ให้ตั้งค่าพารามิเตอร์ตามคำแนะนำที่ให้ไว้ในคู่มือผู้ใช้ ถ้าหากคุณใช้วัสดุที่ซื้อจากผู้ผลิตรายอื่น คุณสามารถใส่ค่าพารามิเตอร์ตามการที่ xTool แนะนำ หรือใช้ค่าที่ได้จากการยิงทดสอบเองก็ได้เช่นกัน

3. ความหนา (Thickness)

ช่องนี้สำหรับใส่ค่าความหนาของชิ้นงาน เพื่อให้ระบบ Focus ของเครื่องปรับค่าความสูงของหัวเลเซอร์ให้เหมาะสม

หากคุณใช้ user-defined material คุณสามารถคลิก Auto-measure เพื่อให้ XCS วัดความหนาของวัสดุได้ ถ้าการวัดแจ้งว่าล้มเหลว ให้ใช้คาลิปเปอร์ในการวัดแล้วป้อนความหนาเองได้เลย

ค่าในช่องนี้ ถ้าใส่ไม่ตรง อาจจะทำให้ตัดชิ้นงานไม่ขาด หรืองานแกะสลักออกมาไม่ชัด

4. ยกความสูงชิ้นงาน (Height Raised)

คำสั่งนี้จะใช้กับงานที่ต้องการตัดให้ขาด และจำเป็นต้องยกชิ้นงานลอยจากพื้น เพื่อให้แสงเลเซอร์ตัดผ่านด้วงานได้ ซึ่งการตั้งค่าในช่องนี้จะสัมพันธ์กับกล้องที่ใช้วาง Layout ถ้าตั้งไม่ถูก ตัวงานที่จะตัดหรือแกะ อาจจะไม่ตรงตำแหน่ง

ตัวเครื่อง xTool รุ่น M1 จะมีแท่งปริซิ่ม ทรงสามเหลี่ยม สำหรับยกชิ้นงานให้ลอยจากพื้น สำหรับใช้กับงานตัดทะลุ

5. การตั้งค่า Parameter สำหรับ Laser

โปรแกรม XCS จะตั้งค่าแบบแยก Object ซึ่งเวลาใช้งานให้เลือก Object / เส้น หรือรูป ที่ต้องการ แล้วค่อยตั้งค่า ตามความต้องการ ซึ่งสามารถจะแยกได้ว่า จะให้ตัดทะลุ / ยิงทึบ หรือยิงเฉพาะขอบ

5.1 การตั้งค่าในส่วนเวกเตอร์ (Vector)

1. Object Type : เป็นการแสดงประเภทของขิ้นงานที่เลือกว่าเป็น เส้นเวคเตอร์หรือรูปภาพ

2. Output or Ignore : เส้นหรือ Object ที่เลือกต้องการถ้าใช้ยิงเลเซอร์ ให้เลือกเป็น Output แต่ถ้าเป็นเส้นไกด์ ไม่ต้องทำอะไร ให้เลือก Ignore

3. Processing Mode: มีให้เลือก 3 รูปแบบด้วยกัน

3.1 Score เป้นการแกะสลักหรือยิงเฉพาะขอบ

3.2 Engrave เป็นการการสลักแบบยิงถมดำ

3.3 Cut เป็นการยิงให้ขาด

5.2 การตั้งค่าในส่วนของกำลังเลเซอร์และความเร็ว

ชิ้นงานจะสวย หรือไม่สวย นอกจากขึ้นอยู่กับการ โฟกัสของหัวยิงเลเซอร์แล้ว ยังมีเรื่องของกำลังที่ใช้ยิง มีหน่วยเป็น % กับความเร็วในการยิง มีหน่วยเป็น มิลลิเมตร / วินาที ถ้าตั้งไม่ถูกตามวัสดุและความหนา ชิ้นงานอาจจะออกมาไม่ดี

การตั้งค่าคือชุดพารามิเตอร์ (กำลังไฟ ความเร็ว และรอบการยิงซ้ำ) ที่คุณได้ตั้งค่าไว้ หลังจากที่คุณตั้งค่าพารามิเตอร์แล้ว คุณสามารถบันทึกเก็บไว้ได้ และการตั้งค่าทั้งหมดที่บันทึกไว้จะโชว์เป็น drop-down list ใน Setting ****

เมื่อคุณเลือก Manual setting คุณจะต้องใส่ค่าพารามิเตอร์เองทีละตัว ครั้งหน้าคุณจะสามารถใช้ค่าพารามิเตอร์ที่คุณบันทึกไว้ก่อนหน้าได้

Power: กำลังของเลเซอร์ที่ต้องการ

Speed: ความเร็วในการให้หัวยิงเลเซอร์ทำงาน

Pass: จำนวนรอบในการยิงซ้ำ

5.3 การตั้งค่ารูปภาพ (Bitmap Setting)

สำหรับ Object ที่เลือก ถ้าเป็นรูปภาพ จะมีการตั้งค่าเพิ่มเติม ที่ช่วยให้การยิงเลเซอร์ ทำได้หลากหลายรูปแบบ

1. Bitmap Mode: ในโปรแกรม XCS จะมีรูปแบบของรูป Bitmap ให้เลือกใช้หลายแบบ

XCS มีโหมด bitmap หลายแบบ ตั้งแต่ grayscale, Bayer, Floyd, Stucki, Atkinson, Jarvis และ Sierra ซึ่งโหมดเริ่มต้นจะเป็น grayscale

Grayscale: แปลงจากรูปภาพเป็นภาพ grayscale โดยพิกเซลแต่ละจุดจะถูกแปลงเป็นเฉดสีเทาอยู่ในช่วงขาวกับดำ ยิ่งพิกเซลสีเข้มเท่าไหร่ การยิงแกะสลักก็จะยิ่งเผาจนเข้มมากขึ้นเท่านั้น

Bayer: ลวดลายจะเป็นแนวดูเหมือนมีตาราง mosaic เสริมให้กับรูป

Floyd: จะเป็นแนวเกลี่ยสีกระจายการแกะสลักไปยัง pixel ข้างเคียง ส่งผลให้ได้ภาพที่ละเอียด บิดเบี้ยวน้อยลง และมีความละเอียดที่สูง แนะนำให้ใช้กับรูปภาพที่มีรายละเอียดสูง แต่จะไม่เหมาะสำหรับรูปภาพที่เรียบๆ monochrome

Stucki: เป็นโหมดที่ประมวลผลเร็วกว่าโหมด Jarvis เล็กน้อย และให้ภาพที่สะอาด คมชัดยิ่งขึ้น

Atkinson: มีอัลกอริธึมที่คล้ายคลึงกับ Jarvis และ Sierra ที่เก็บรายละเอียดได้ค่อนข้างดี แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับรูปที่สภาพแวดล้อมแสงที่มืดหรือสว่างมาก เพราะอาจทำให้รายละเอียดภาพหายไปได้

Jarvis: เป็นโหมดที่ให้รอยต่อระหว่างพิกเซลนุ่มนวลกว่าโหมด Floyd และใช้งานได้ดีกับภาพเกือบทุกภาพ

Sierra: มีพื้นฐานมาจากการแกะสลักแบบ Jarvis ให้รายละเอียดที่คล้ายกัน แต่มีความคมชัดที่สูงกว่า

ถ้ากำหนดให้ค่าอื่นๆเหมือนกันหมด ผลลัพธ์ของภาพที่ได้บนกระดานไม้จะแตกต่างกันไปตามโหมดภาพที่เลือก ดังแสดงในรูปต่อไปนี้

2. Lines per cm: กำหนดจำนวนเส้นในหนึ่งเซนติเมตร พารามิเตอร์นี้จะเป็นตัวกำหนดความละเอียดของภาพที่จะแกะสลัก

3. Engraving Mode: ตั้งค่าโหมดการแกะสลักแบบสองทิศทางหรือทิศทางเดียวสำหรับภาพ bitmap และเส้นเวกเตอร์ที่

5.4 การสั่งงานเครื่องให้เริ่มทำงาน

หลังจากตั้งค่าพารามิเตอร์การทำงานแล้ว ต่อไปให้ตั้งค่าพารามิเตอร์ framingมีสองวิธีในการตั้งค่า

1. คลิกไอคอนการตั้งค่า ⚙️ เพื่อตั้งค่าความเร็วและกำลังไฟตามความเหมาะสมของวัสดุของคุณ แล้วคลิก Framing เพื่อเช็คความถูกต้องก่อนยิงจริง

2. คลิก Start เพื่อเข้าสู่หน้าต่าง Preview คลิกไอคอนการตั้งค่า ⚙️ เพื่อตั้งค่าความเร็วและกำลังไฟของการวิ่งตีกรอบ จากนั้นคลิก Framing

💡 เคล็ดลับ: ถ้าความเร็วของการ framing เร็วเกินไป หรือกำลังไฟของโมดูลเลเซอร์ต่ำเกินไปจนมองภาพไม่ออก คุณสามารถตั้งค่าความเร็วและกำลังไฟเพิ่มได้ จากนั้นค่อยเริ่ม framing ใหม่
ถ้าตั้งค่ากำลังไฟสูงเกินไปอาจทำให้เกิดรอยไหม้ ไปจนถึงวัสดุเกิดไฟลุกไหม้ได้ เนื่องจากวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ให้ปรับกำลังไฟตามความเหมาะสมกับวัสดุทุกครั้ง แนะนำว่า ช่วงความเร็วควรอยู่ตั้งแต่ 80-180 มม./วินาที ส่วนช่วงกำลังไฟควรอยู่ระหว่าง 1-10%

3. หน้าต่าง Preview จะปรากฏขึ้น

4. คุณสามารถซูมเข้าหรือออก หรือปรับให้พอดีกับหน้าจอ ในหน้า preview ได้

5. คลิก Start ที่มุมขวาบน

6. กดปุ่มบนเครื่องเพื่อเริ่มการทำงานคุณยังสามารถคลิก Cancel เพื่อยกเลิกกลางคันได้

7. รอให้เครื่องทำงานให้เสร็จ

Updated on 21/12/2023
Was this article helpful?

Related Articles